เห็นเว็บไซต์แปลกๆ ส่งลิงก์เข้ามาหลายร้อยลิงก์ ไม่ได้แปลว่าคุณต้องรีบกด Disavow ทันที Toxic Backlink คือลิงก์ขาเข้าที่มีลักษณะเป็นสแปม ถูกสร้างเพื่อบิดเบือนอันดับ หรือมาจากแผนสร้างลิงก์ที่ละเมิดนโยบายของ Google ส่วน Disavow เป็นเครื่องมือขั้นสูงสำหรับแจ้งให้ Google ไม่นำลิงก์บางรายการมาพิจารณา ซึ่งควรใช้เมื่อมีลิงก์ผิดธรรมชาติจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อ Manual Action เท่านั้น

Toxic Backlink คืออะไร ใช้ Disavow ลิงก์เสียอย่างไร

Toxic Backlink คืออะไร และต่างจากลิงก์คุณภาพต่ำอย่างไร

Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้มายังเว็บไซต์ของคุณ โดยปกติลิงก์ที่มีคุณภาพสามารถช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องของหน้าเว็บได้ แต่เมื่อมีคนสร้างลิงก์เพื่อปั่นอันดับโดยเฉพาะ ลิงก์เหล่านั้นอาจเข้าข่าย Link Spam

Google ให้นิยาม Link Spam ว่าเป็นการสร้างลิงก์ขาเข้าหรือขาออกโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมอันดับ เช่น การซื้อลิงก์ การแลกลิงก์จำนวนมาก การใช้โปรแกรมสร้างลิงก์อัตโนมัติ หรือลิงก์คีย์เวิร์ดที่กระจายอยู่ตามบทความและความคิดเห็นคุณภาพต่ำ คุณตรวจสอบตัวอย่างเพิ่มเติมได้จาก นโยบายเกี่ยวกับ Link Spam ของ Google

อย่างไรก็ตาม ลิงก์คุณภาพต่ำไม่เท่ากับ Toxic Backlink เสมอไป เว็บไซต์เล็กที่หน้าตาเก่า เว็บรวมข่าว หรือหน้าเว็บที่ไม่มีคนเข้า อาจส่งลิงก์มาโดยไม่ได้มีเจตนาปั่นอันดับ การตัดสินจากรูปลักษณ์เว็บไซต์หรือค่าคะแนนจากเครื่องมือเพียงตัวเดียวจึงเสี่ยงตัดลิงก์ดีออกไปด้วย

สัญญาณของลิงก์ที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ

จุดสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่าเว็บไซต์ต้นทาง “ดูไม่ดีหรือไม่” แต่ต้องถามว่า ลิงก์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนอันดับหรือไม่ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

จะตรวจหา Toxic Backlink ได้อย่างไร

เริ่มจาก Google Search Console โดยเลือกเว็บไซต์ แล้วไปที่เมนู Links คุณจะเห็นเว็บไซต์ที่ส่งลิงก์เข้ามามากที่สุด หน้าที่ได้รับลิงก์มากที่สุด และข้อความ Anchor Text ที่ Google ตรวจพบ รายงานนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการสำรวจรูปแบบของ Backlink ได้

จากประสบการณ์ตรวจเว็บไซต์ธุรกิจ ไม่ควรเปิดทุกลิงก์แล้วตัดสินด้วยความรู้สึก เพราะเว็บไซต์หนึ่งอาจมีลิงก์หลายหมื่นรายการ วิธีที่เร็วและแม่นกว่าคือส่งออกข้อมูล แล้วจัดกลุ่มตาม Referring Domain หรือโดเมนต้นทาง

สร้างตารางตรวจสอบแบบใช้งานจริง

ใน Spreadsheet ให้สร้างคอลัมน์อย่างน้อย 6 ช่อง ได้แก่ Domain, Linking URL, Target URL, Anchor Text, หลักฐานความเสี่ยง และการดำเนินการ จากนั้นแบ่งสถานะออกเป็นสามกลุ่มคือ เก็บไว้ ตรวจสอบเพิ่ม และขอลบหรือ Disavow

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์คลินิกแห่งหนึ่งมีลิงก์เพิ่มขึ้น 4,000 ลิงก์ภายในสัปดาห์เดียว เมื่อตรวจสอบพบว่ามาจากหน้าเว็บภาษาต่างประเทศที่สร้างอัตโนมัติและใช้ Anchor Text ชื่อบริการเดิมซ้ำทุกหน้า กรณีนี้น่าสงสัยกว่าลิงก์หนึ่งรายการจากบล็อกส่วนตัวที่เขียนรีวิวบริการจริง แม้บล็อกนั้นจะมีคะแนน Domain Authority ต่ำก็ตาม

อย่าใช้ค่า DA, DR หรือ Spam Score เป็นคำตัดสินสุดท้าย เพราะคะแนนเหล่านี้สร้างโดยผู้ให้บริการภายนอก ไม่ใช่ค่าที่ Google ใช้โดยตรง ให้ดูเจตนา รูปแบบการสร้างลิงก์ ความเกี่ยวข้อง และประวัติการทำ SEO ประกอบกัน

เมื่อไรควรใช้ Disavow Links Tool

Google ระบุว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ Disavow เพราะระบบสามารถประเมินได้เองว่าควรเชื่อถือลิงก์ใด เครื่องมือนี้ควรใช้เมื่อมีเงื่อนไขสองข้อพร้อมกัน คือ มีลิงก์สแปม ลิงก์เทียม หรือลิงก์คุณภาพต่ำจำนวนมาก และลิงก์เหล่านั้นทำให้เกิด Manual Action หรือมีแนวโน้มสูงว่าจะทำให้เกิด Manual Action

สถานการณ์ที่ควรพิจารณาใช้

หากเว็บไซต์มีลิงก์แปลกๆ เพียงไม่กี่โดเมน ไม่มี Manual Action และไม่เคยทำแคมเปญซื้อลิงก์ การรีบ Disavow มักไม่จำเป็น เพราะคุณอาจปฏิเสธลิงก์ที่ยังมีประโยชน์โดยไม่ตั้งใจ เครื่องมือนี้จึงไม่ควรถูกใช้เป็นกิจกรรมดูแลเว็บไซต์ประจำเดือน

หากยังไม่แน่ใจว่าปัญหาที่พบเป็นการลงโทษหรือการเปลี่ยนแปลงอันดับตามอัลกอริทึม ลองอ่านเรื่อง Google Penalty คืออะไรและตรวจสอบอย่างไร ก่อนตัดสินใจแก้ Backlink

ควรทำอะไรก่อนส่งไฟล์ Disavow

Disavow ไม่ควรเป็นขั้นตอนแรก หากคุณรู้ว่าใครสร้างลิงก์ ให้ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ให้บริการเดิมเพื่อขอลบลิงก์ก่อน โดยเฉพาะกรณี Manual Action เพราะ Google ต้องการเห็นว่าคุณพยายามแก้ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงส่งรายชื่อโดเมนแล้วจบ

ถ้าลิงก์เกิดจากโฆษณา บทความสปอนเซอร์ หรือความร่วมมือทางธุรกิจ ทางแก้อาจไม่จำเป็นต้องลบทิ้งทั้งหมด เจ้าของเว็บต้นทางสามารถใส่ rel="sponsored" หรือ rel="nofollow" เพื่อไม่ส่งสัญญาณอันดับได้ คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทความ Nofollow กับ Dofollow ต่างกันอย่างไร

สร้างไฟล์ Disavow อย่างไรให้ถูกต้อง

สร้างไฟล์ข้อความนามสกุล .txt โดยบันทึกเป็น UTF-8 หรือ 7-bit ASCII หนึ่งบรรทัดใส่ได้หนึ่ง URL หรือหนึ่งโดเมน หากต้องการปฏิเสธทั้งโดเมน ให้ใส่คำว่า domain: นำหน้า

ตัวอย่างไฟล์ Disavow:
# ลิงก์จากหน้าเว็บที่ติดต่อขอลบแล้วแต่ไม่ได้รับคำตอบ
https://spam.example.com/paid-link-page.html
https://another.example.net/profile-links.html

# ปฏิเสธลิงก์ทั้งหมดจากโดเมนสแปม
domain:badlinknetwork.example
domain:automatedlinks.example

บรรทัดที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย # เป็นความคิดเห็นสำหรับบันทึกภายในและ Google จะไม่นำไปประมวลผล ไฟล์รองรับไม่เกิน 100,000 บรรทัด รวมบรรทัดว่างและความคิดเห็น และต้องมีขนาดไม่เกิน 2 MB

ห้ามใส่รูปแบบอย่าง domain:example.com/folder/ เพราะ Disavow ไม่รองรับการปฏิเสธเฉพาะโฟลเดอร์ คุณต้องเลือกระหว่าง URL เต็มของหน้า หรือทั้งโดเมนเท่านั้น

อัปโหลดไฟล์เข้า Google Disavow Tool อย่างไร

เครื่องมือนี้ไม่รองรับการเลือกแบบ Domain property โดยตรง คุณจึงต้องมี URL-prefix property ที่ยืนยันสิทธิ์แล้ว นอกจากนี้ การอัปโหลดไฟล์ใหม่จะเขียนทับรายการเดิมทั้งหมด ไม่ได้เพิ่มรายการใหม่ต่อท้ายให้อัตโนมัติ หากลืมนำข้อมูลเดิมมารวม ลิงก์ที่เคยปฏิเสธไว้อาจถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

หลังอัปโหลด ลิงก์ที่ปฏิเสธยังคงปรากฏในรายงาน Links ได้ เพราะ Disavow ไม่ได้ลบลิงก์ออกจากเว็บไซต์ต้นทาง แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ Google ไม่นำลิงก์นั้นมาใช้ในการประเมิน ระบบอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการรวบรวมข้อมูลใหม่และประมวลผลรายการ

หลังใช้ Disavow ต้องติดตามผลอย่างไร

อย่าคาดหวังว่าอันดับจะเพิ่มขึ้นทันทีในวันถัดไป การตัดลิงก์ที่เคยช่วยพยุงอันดับอย่างไม่เป็นธรรมอาจทำให้อันดับนิ่งหรือลดลงก่อนด้วยซ้ำ สิ่งที่ควรติดตามคือสถานะ Manual Action, Organic Clicks, Impressions, อันดับของหน้าสำคัญ และจำนวนโดเมนผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่

หากเว็บไซต์ได้รับ Manual Action ให้ส่ง Reconsideration Request หลังจากขอลบลิงก์ แก้ไขแผนสร้างลิงก์ และส่งไฟล์ Disavow เรียบร้อยแล้ว ในคำขอควรอธิบายตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้น แก้ไขอะไรไปแล้ว และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร Google แนะนำให้พยายามขอลบลิงก์ที่ผิดนโยบายก่อน แล้วจึง Disavow ลิงก์ที่ไม่สามารถนำออกได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการ Toxic Backlink

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *