เว็บของคุณเปิดช้า ทั้งที่รูปภาพไม่ได้ใหญ่และจำนวนผู้เข้าชมยังไม่มากใช่ไหม? Cache เว็บไซต์คือระบบที่เก็บสำเนาหน้าเว็บหรือข้อมูลที่ประมวลผลเสร็จแล้วไว้ชั่วคราว เมื่อมีคนเปิดหน้าเดิม ระบบจึงส่งข้อมูลที่เตรียมไว้ได้ทันที โดยไม่ต้องสร้างหน้าใหม่ทุกครั้ง ส่งผลให้เว็บโหลดเร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์น้อยลง และรองรับผู้เข้าชมพร้อมกันได้ดีขึ้น

ลองนึกภาพร้านอาหารที่ต้องเริ่มล้าง หั่น และปรุงวัตถุดิบใหม่ทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่ง เทียบกับร้านที่เตรียมเมนูยอดนิยมบางส่วนไว้ล่วงหน้า ร้านแบบหลังย่อมเสิร์ฟได้เร็วกว่า Cache ก็ทำงานคล้ายกัน เพียงแต่สิ่งที่เตรียมไว้คือหน้า HTML รูปภาพ ไฟล์ CSS JavaScript หรือผลลัพธ์จากฐานข้อมูล
สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ ความเร็วไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคอย่างเดียว เว็บที่ตอบสนองช้าอาจทำให้ลูกค้าออกก่อนอ่านรายละเอียด กดส่งแบบฟอร์มไม่สำเร็จ หรือเลิกซื้อสินค้ากลางทาง หากคุณกำลังแก้ปัญหาเว็บช้า การทำความเข้าใจ Cache จึงควรเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนวางแผนร่วมกับการ ปรับความเร็วเว็บไซต์ WordPress ในส่วนอื่น
Cache เว็บไซต์ทำงานอย่างไร
เมื่อผู้ใช้งานเปิดหน้า WordPress หนึ่งหน้า เซิร์ฟเวอร์อาจต้องทำงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่เรียกไฟล์ PHP โหลดธีมและปลั๊กอิน อ่านข้อมูลจากฐานข้อมูล ประกอบเมนู เนื้อหา และวิดเจ็ต ก่อนสร้างเป็นหน้า HTML ส่งกลับไปยังเบราว์เซอร์
แต่ละขั้นตอนอาจใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเมื่อรวมปลั๊กอินจำนวนมาก ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือผู้ใช้งานที่เข้าพร้อมกัน เวลารอก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะค่า Time to First Byte หรือ TTFB ซึ่งหมายถึงเวลาที่เบราว์เซอร์รอรับข้อมูลชุดแรกจากเซิร์ฟเวอร์
Cache จะบันทึกผลลัพธ์ที่สร้างเสร็จแล้วไว้ เมื่อมีคำขอหน้าเดิมเข้ามา ระบบจึงข้ามขั้นตอนประมวลผลบางส่วนและส่งสำเนาที่มีอยู่กลับไปได้เลย แนวทางด้านประสิทธิภาพของ WordPress Developer Resources ก็แนะนำการใช้ระบบ Cache เพื่อลดงานซ้ำและเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ใช้งาน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือหน้า “เกี่ยวกับบริษัท” ซึ่งแสดงข้อมูลเหมือนกันสำหรับผู้เข้าชมแทบทุกคน หากไม่มี Cache เซิร์ฟเวอร์อาจสร้างหน้านี้ใหม่หลายพันครั้งต่อวัน ทั้งที่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน การเก็บสำเนา HTML ไว้จึงตัดงานที่ไม่จำเป็นออกได้ทันที
Cache เว็บไซต์มีกี่ประเภท
คำว่า Cache ไม่ได้หมายถึงระบบเดียว เว็บไซต์หนึ่งแห่งอาจมี Cache หลายชั้นทำงานต่อกัน ตั้งแต่เครื่องของผู้เข้าชมไปจนถึงฐานข้อมูล การรู้ว่าแต่ละประเภทเก็บอะไร จะช่วยให้คุณตั้งค่าได้ตรงจุดและแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าเปิดทุกอย่างแบบสุ่ม
1. Page Cache คืออะไร
Page Cache เก็บหน้า HTML ที่สร้างเสร็จแล้ว ถือเป็นระบบที่เห็นผลชัดที่สุดสำหรับ WordPress โดยเฉพาะเว็บบริษัท บล็อก เว็บข่าว และ Landing Page ที่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนตามผู้ใช้ทุกคน
เมื่อมีคนเปิดบทความ ระบบไม่ต้องเรียก PHP ปลั๊กอิน และฐานข้อมูลใหม่ทั้งหมด แต่สามารถส่งหน้า HTML ที่เก็บไว้ให้ทันที จึงช่วยลด Server Response Time และลดภาระ CPU ได้มาก
จากประสบการณ์ตรวจเว็บ WordPress หากเว็บมี TTFB สูงทั้งที่รูปภาพไม่ได้ใหญ่ การเปิด Page Cache อย่างถูกต้องมักทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าการไล่ลดขนาดไฟล์เล็ก ๆ ทีละไฟล์
2. Browser Cache คืออะไร
Browser Cache คือการอนุญาตให้เบราว์เซอร์เก็บไฟล์บางส่วนไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้ เช่น รูปภาพ โลโก้ ฟอนต์ CSS และ JavaScript เมื่อผู้ใช้เปิดหน้าถัดไปหรือกลับมาเยี่ยมเว็บอีกครั้ง จึงไม่ต้องดาวน์โหลดไฟล์เดิมทั้งหมด
เซิร์ฟเวอร์ควบคุมระยะเวลาเก็บไฟล์ผ่าน HTTP Header เช่น Cache-Control ตัวอย่างเช่น โลโก้ที่แทบไม่เปลี่ยนอาจกำหนดอายุ Cache ไว้นาน ส่วนไฟล์ที่แก้บ่อยควรกำหนดอายุสั้นกว่า แนวทางของ web.dev เรื่อง HTTP Cache อธิบายหลักการกำหนดอายุและการตรวจสอบไฟล์ไว้อย่างละเอียด
ประโยชน์จะเห็นชัดเมื่อผู้ใช้เปิดหลายหน้าในเว็บไซต์เดียวกัน เพราะไฟล์ส่วนกลางอย่างเมนู ฟอนต์ และ CSS ไม่ต้องโหลดใหม่ทุกครั้ง
3. Object Cache คืออะไร
Object Cache เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากฐานข้อมูล เช่น รายการบทความ การตั้งค่าเว็บไซต์ ข้อมูลสินค้า หรือผลลัพธ์จากคำสั่ง Query ที่ถูกเรียกซ้ำ ระบบจึงไม่ต้องประมวลผลคำสั่งเดิมทุกครั้ง
เว็บไซต์บริษัทขนาดเล็กอาจยังไม่เห็นผลต่างมากนัก แต่เว็บไซต์สมาชิก WooCommerce เว็บข่าวขนาดใหญ่ หรือเว็บที่มีตัวกรองสินค้า มักได้ประโยชน์จาก Persistent Object Cache ซึ่งเก็บข้อมูลต่อเนื่องด้วยระบบอย่าง Redis หรือ Memcached
อย่างไรก็ตาม Object Cache ไม่ควรถูกเปิดเพียงเพราะปลั๊กอินแนะนำ หากเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้รองรับ Redis หรือกำหนดค่าผิด เว็บอาจช้าลงแทนที่จะเร็วขึ้น จึงควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการโฮสติ้งก่อนเสมอ
4. CDN Cache คืออะไร
CDN Cache เก็บไฟล์เว็บไซต์ไว้บนเซิร์ฟเวอร์หลายพื้นที่ แล้วส่งข้อมูลจากจุดที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากกว่า เช่น ผู้ใช้อยู่เชียงใหม่อาจรับไฟล์จากศูนย์ข้อมูลใกล้ประเทศไทย แทนการโหลดทุกอย่างจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางในสหรัฐอเมริกา
CDN เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีผู้ชมหลายจังหวัดหรือหลายประเทศ รวมถึงเว็บที่ใช้รูปภาพ วิดีโอ ไฟล์ดาวน์โหลด หรือสคริปต์จำนวนมาก คุณสามารถดูหลักการเลือกใช้งานเพิ่มเติมได้ในบทความ CDN คืออะไรและเว็บไซต์แบบไหนควรใช้

Cache ช่วยให้เว็บไซต์เร็วขึ้นด้านไหนบ้าง
จากการตรวจเว็บไซต์ WordPress ปัญหาที่พบบ่อยไม่ได้เกิดจากหน้าเว็บมีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเซิร์ฟเวอร์ต้องทำงานเดิมซ้ำมากเกินไป การเปิด Cache อย่างเหมาะสมจึงช่วยลดภาระหลายจุดพร้อมกัน
- ลดเวลาเริ่มโหลดหน้าเว็บ: เซิร์ฟเวอร์ส่งหน้าที่เตรียมไว้ได้เร็วกว่าการเริ่มประมวลผลใหม่ทุกครั้ง
- ลดจำนวนไฟล์ที่ต้องดาวน์โหลดซ้ำ: Browser Cache ช่วยเก็บรูปภาพ ฟอนต์ CSS และ JavaScript ที่ผู้ใช้เคยโหลดแล้ว
- ลดภาระ CPU และฐานข้อมูล: มีคำสั่ง PHP และ Database Query ที่ต้องประมวลผลน้อยลง
- รองรับ Traffic ได้มากขึ้น: เว็บไซต์มีโอกาสรับผู้เข้าชมพร้อมกันได้มากขึ้นโดยไม่เกิด Timeout หรือล่มง่าย
- ทำให้การใช้งานต่อเนื่องขึ้น: ผู้ใช้เปิดหน้าสินค้า บริการ และบทความถัดไปได้เร็วขึ้น
ในมุมธุรกิจ ผลลัพธ์ไม่ได้จบที่คะแนนทดสอบดีขึ้น เมื่อลูกค้าไม่ต้องรอ พวกเขาย่อมมีโอกาสอ่านรายละเอียด กดโทร ส่งแบบฟอร์ม หรือสั่งซื้อจนจบมากกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ความเร็วควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ Conversion ไม่ใช่งานดูแลเว็บหลังบ้านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม Cache ไม่สามารถทำให้รูปขนาด 10 MB กลายเป็นไฟล์เล็กลง และไม่สามารถแก้ JavaScript ที่ทำงานหนักหรือโฮสติ้งที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอได้ คุณจึงควรทำ Cache ควบคู่กับการ ปรับรูปภาพให้เหมาะกับเว็บไซต์ และตรวจสอบไฟล์ที่โหลดจริงในแต่ละหน้า
Cache มีผลต่อ SEO อย่างไร
Google ไม่ได้เพิ่มอันดับให้เว็บไซต์เพียงเพราะติดตั้งปลั๊กอิน Cache แต่ Cache ช่วยปรับเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับ SEO ทางอ้อม เช่น ความเร็วในการตอบสนอง ความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์ และประสบการณ์ของผู้ใช้บนมือถือ
เมื่อเซิร์ฟเวอร์ตอบสนองเร็ว Googlebot สามารถเข้าถึงหน้าเว็บได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น และมีโอกาสพบข้อผิดพลาดประเภท Timeout หรือ 5xx น้อยลง โดยเฉพาะช่วงที่เว็บไซต์มี Traffic เพิ่มขึ้นจากโฆษณา แคมเปญ หรือข่าวที่กำลังได้รับความสนใจ
แต่ต้องแยกให้ออกว่า Cache แก้ปัญหาฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้ดี ขณะที่ Core Web Vitals ยังพิจารณาปัญหาหน้าเว็บด้านอื่น เช่น รูปภาพหลักแสดงช้า Layout ขยับ และการตอบสนองต่อการคลิก คุณจึงควรตรวจ Cache ร่วมกับตัวชี้วัดในบทความ Core Web Vitals คืออะไร ไม่ใช่ดูคะแนนรวมเพียงตัวเดียว
ทำไมเปิด Cache แล้วเว็บไซต์ยังช้า
สถานการณ์ที่พบได้บ่อยคือเจ้าของเว็บเปิดปลั๊กอิน Cache แล้ว แต่คะแนนแทบไม่เปลี่ยน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการตั้งค่าผิดชั้น หรือมีปัญหาอื่นที่ Cache ไม่สามารถแก้ได้
- หน้าเว็บไม่ถูก Cache จริง: ผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบมักถูกยกเว้น จึงควรทดสอบผ่านโหมดไม่ระบุตัวตน
- ไฟล์รูปภาพยังใหญ่เกินไป: หน้า HTML มาเร็ว แต่ต้องรอรูปขนาดใหญ่ดาวน์โหลดจนเสร็จ
- JavaScript บล็อกการแสดงผล: เบราว์เซอร์ได้รับข้อมูลแล้ว แต่ยังต้องรอสคริปต์ทำงาน
- ใช้ปลั๊กอินเพิ่มความเร็วซ้ำกัน: การ Minify รวมไฟล์ หรือ Delay Script ซ้อนกันอาจทำให้เว็บผิดปกติ
- โฮสติ้งตอบสนองช้า: Cache ช่วยลดงานได้ แต่ไม่สามารถเพิ่ม CPU RAM หรือคุณภาพเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์
- หน้าเว็บเป็นข้อมูลแบบ Dynamic: ตะกร้าสินค้า บัญชีสมาชิก และหน้าที่เปลี่ยนตามผู้ใช้ไม่ควรถูก Cache แบบเดียวกับบทความ
วิธีตรวจที่แม่นกว่าการกดทดสอบซ้ำคือแยกดูเป็นส่วน หาก TTFB ลดลงแต่หน้าเว็บยังแสดงช้า ปัญหามักอยู่ที่รูป ฟอนต์ CSS หรือ JavaScript ไม่ใช่ Page Cache แล้ว
วิธีตั้งค่า Cache บน WordPress แบบปลอดภัย
ข้อผิดพลาดที่พบเป็นประจำคือเปิดระบบเพิ่มความเร็วหลายตัวพร้อมกัน เช่น ใช้ Page Cache จากโฮสติ้ง ติดตั้งปลั๊กอิน Cache สองตัว และเปิดฟังก์ชันซ้ำใน CDN ผลลัพธ์อาจไม่เร็วขึ้น แต่กลับเกิดหน้าเว็บผิดรูป แบบฟอร์มใช้งานไม่ได้ หรือข้อมูลเก่าค้างนานเกินไป
แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือเริ่มทีละชั้น วัดผล และทดสอบฟังก์ชันสำคัญทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ 1 วัดความเร็วก่อนปรับ
ก่อนเปิด Cache ให้บันทึกค่าเริ่มต้นของหน้าสำคัญอย่างน้อย 3 ประเภท ได้แก่ หน้าแรก หน้าบริการหรือสินค้า และหน้าบทความ เลือกทดสอบทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เห็นว่าปัญหาเกิดกับทุกหน้าหรือเฉพาะ Template บางประเภท
อย่าดูเฉพาะคะแนนรวม ให้ตรวจ TTFB, Largest Contentful Paint และไฟล์ที่ใช้เวลานานด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้ว่า Cache ช่วยแก้ปัญหาส่วนใดจริง
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจระบบ Cache ของโฮสติ้ง
สอบถามผู้ให้บริการว่าเซิร์ฟเวอร์มี Page Cache หรือ Server Cache อยู่แล้วหรือไม่ ระบบที่พบบ่อย ได้แก่ LiteSpeed Cache, Nginx FastCGI Cache, Varnish หรือระบบเฉพาะของผู้ให้บริการ
หากโฮสต์มีระบบพร้อมใช้งาน ควรเลือกปลั๊กอินหรือเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับระบบนั้นโดยตรง แทนการติดตั้งปลั๊กอินหลายตัวที่ทำหน้าที่ซ้ำกัน
ขั้นตอนที่ 3 สำรองเว็บไซต์ก่อนเปิดฟังก์ชันขั้นสูง
สำรองทั้งไฟล์และฐานข้อมูลก่อนเปิดการรวมไฟล์ ลดขนาดไฟล์ หน่วง JavaScript หรือ Remove Unused CSS เพราะฟังก์ชันเหล่านี้ไม่ใช่ Cache โดยตรง และมีโอกาสทำให้เมนู สไลด์ ป๊อปอัป หรือแบบฟอร์มทำงานผิดปกติ
การมี Backup ช่วยให้คุณย้อนกลับได้ทันที แทนการเสียเวลาตามหาว่าการตั้งค่าตัวใดทำให้เว็บพัง
ขั้นตอนที่ 4 เริ่มจาก Page Cache และ Browser Cache
เปิด Page Cache ก่อน แล้วทดสอบว่าเว็บไซต์ยังแสดงผลถูกต้อง จากนั้นกำหนด Browser Cache สำหรับไฟล์ที่ไม่เปลี่ยนบ่อย เช่น รูปภาพ CSS ฟอนต์ และ JavaScript
หากระบบมีฟังก์ชัน Preload ให้เปิดสำหรับหน้าสำคัญ ระบบจะสร้าง Cache เตรียมไว้ล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ผู้เข้าชมคนแรกเป็นผู้กระตุ้นการสร้างหน้า
ขั้นตอนที่ 5 ยกเว้นหน้าที่มีข้อมูลเฉพาะบุคคล
บทความ หน้าบริการ และหน้าข้อมูลทั่วไปสามารถใช้ Page Cache ได้ แต่หน้าที่แสดงข้อมูลแตกต่างกันตามผู้ใช้ต้องถูกยกเว้น เช่น
- หน้าตะกร้าสินค้าและหน้าชำระเงิน
- หน้าบัญชีสมาชิกและประวัติคำสั่งซื้อ
- หน้าเข้าสู่ระบบและพื้นที่หลังบ้าน
- หน้าผลการค้นหาที่เปลี่ยนตามคำค้น
- หน้าที่แสดงราคา สิทธิ์ หรือสถานะเฉพาะบุคคล
- หน้าตัวอย่างบทความที่ยังไม่เผยแพร่
ปลั๊กอินที่รองรับ WooCommerce มักยกเว้นหน้าหลักเหล่านี้ให้อัตโนมัติ แต่คุณควรตรวจสอบด้วยตัวเอง เพราะเว็บไซต์ที่มีระบบสมาชิกหรือฟังก์ชันเขียนเพิ่มอาจต้องกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม
ขั้นตอนที่ 6 ทดสอบฟังก์ชันที่สร้างรายได้
หลังตั้งค่า ให้เปิดเว็บไซต์ผ่านโหมดไม่ระบุตัวตนและทดสอบเหมือนเป็นลูกค้าจริง อย่าหยุดแค่ดูว่าหน้าแรกเปิดได้
- คลิกเมนูบนมือถือและคอมพิวเตอร์
- ส่งแบบฟอร์มติดต่อและตรวจว่าอีเมลเข้าจริง
- เพิ่มสินค้าในตะกร้าและทดลองขั้นตอนชำระเงิน
- เข้าสู่ระบบและออกจากระบบ
- ตรวจราคา สต็อก คูปอง และข้อมูลที่เปลี่ยนตามผู้ใช้
- เปิดหน้าเว็บจากเครือข่ายหรืออุปกรณ์อื่น
สำหรับเว็บธุรกิจ การทดสอบ Conversion สำคัญกว่าคะแนน 100 เพราะเว็บที่เร็วแต่ลูกค้าส่งแบบฟอร์มไม่ได้ ย่อมสร้างความเสียหายมากกว่าเว็บที่ช้ากว่าเล็กน้อยแต่ทำงานครบ
ขั้นตอนที่ 7 วัดผลหลังเปิด Cache
ทดสอบหน้าเดิมด้วยเงื่อนไขใกล้เคียงกับครั้งแรก แล้วเปรียบเทียบค่า TTFB เวลาโหลด และการใช้ทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ หากค่า TTFB ลดลงชัดเจน แสดงว่า Page Cache ทำงานตามเป้าหมาย
หากคะแนนบางส่วนแย่ลง ให้ย้อนดูการตั้งค่าที่เกี่ยวกับ CSS และ JavaScript ก่อน เพราะการรวมไฟล์หรือหน่วงสคริปต์อาจกระทบการแสดงผล แม้ Page Cache จะทำงานปกติก็ตาม
ควรล้าง Cache เมื่อใด
การล้าง Cache หรือ Purge Cache คือการลบสำเนาเดิม เพื่อให้ระบบสร้างข้อมูลเวอร์ชันล่าสุดขึ้นมาใหม่ คุณควรล้าง Cache เมื่อแก้เนื้อหา เปลี่ยนราคา อัปเดตธีม แก้ CSS หรือปรับโครงสร้างหน้าแล้วผู้ใช้ยังเห็นข้อมูลเดิม
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกดล้าง Cache ทั้งเว็บไซต์บ่อยโดยไม่มีเหตุผล เพราะหลังล้าง ระบบต้องสร้างสำเนาใหม่และอาจใช้ทรัพยากรสูงชั่วคราว โดยเฉพาะเว็บที่มีหลายหมื่นหน้า
แนวทางที่เหมาะสมคือเลือก Purge เฉพาะหน้าที่แก้ไขเมื่อระบบรองรับ และตั้งให้ปลั๊กอินล้างหน้าเกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อแก้สินค้า ระบบอาจล้างหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ และหน้าแรก แต่ไม่จำเป็นต้องล้างบทความทุกหน้า
ใช้ Cache อย่างไรให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ
การตั้งค่า Cache ที่ดีไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เปิดฟังก์ชันไหนให้คะแนนสูงที่สุด” แต่ควรเริ่มจากเส้นทางที่ลูกค้าใช้จริง ตั้งแต่เข้า Landing Page อ่านรายละเอียด กดดูราคา ไปจนถึงส่งแบ
คำถามที่พบบ่อย
Cache เว็บไซต์ทำให้ WordPress เร็วขึ้นจริงไหม?
ช่วยได้จริง เพราะระบบจะส่งหน้าเว็บหรือไฟล์ที่เตรียมไว้แล้วแทนการประมวลผลใหม่ทุกครั้ง ทำให้เวลาโหลดลดลงและเซิร์ฟเวอร์ใช้ทรัพยากรน้อยลง อย่างไรก็ตาม ความเร็วที่ดีควรทำร่วมกับการบีบอัดรูปภาพ เลือกโฮสติ้งที่เหมาะสม และลดปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น
ควรล้าง Cache WordPress เมื่อไหร่?
ควรล้าง Cache หลังแก้ไขหน้าเว็บ เปลี่ยนธีม อัปเดตไฟล์ CSS หรือ JavaScript แล้วหน้าเว็บยังแสดงข้อมูลเดิม ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยโดยไม่มีเหตุผล เพราะระบบ Cache ส่วนใหญ่จะสร้างไฟล์ใหม่ให้อัตโนมัติเมื่อหมดอายุ
WordPress ควรติดตั้งปลั๊กอิน Cache มากกว่าหนึ่งตัวไหม?
ไม่ควรเปิดใช้ปลั๊กอิน Cache หลายตัวพร้อมกัน เพราะฟังก์ชันอาจทำงานซ้ำหรือขัดแย้งกันจนเว็บแสดงผลผิดปกติ ควรเลือกใช้เพียงตัวเดียวที่เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ และตรวจสอบก่อนว่าโฮสติ้งมีระบบ Cache ในตัวอยู่แล้วหรือไม่
บทความที่เกี่ยวข้อง