
ทำคลิป YouTube ไปหลายคลิปแล้ว แต่ยอดวิวไม่ขึ้น แถมแทบไม่มีใครคลิกเข้าเว็บไซต์เลยใช่ไหม? YouTube SEO คือการปรับเนื้อหาและองค์ประกอบของวิดีโอให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ชมค้นหา ทั้งชื่อคลิป คำอธิบาย ภาพปก และเนื้อหาภายในวิดีโอ เพื่อเพิ่มโอกาสปรากฏในผลการค้นหาของ YouTube และ Google เมื่อวางลิงก์และเนื้อหาปลายทางอย่างเหมาะสม คุณยังสามารถเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้เข้าชมเว็บไซต์และลูกค้าได้อีกด้วย
ข้อดีคือคุณไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามจำนวนมากก่อนเริ่มทำ SEO แต่ต้องรู้ว่าคนที่คุณต้องการเข้าถึงกำลังค้นหาอะไร และคลิปของคุณตอบคำถามนั้นได้ดีแค่ไหน เพราะยอดวิวเยอะไม่ได้หมายความว่าจะสร้างยอดขายได้เสมอไป

YouTube SEO คืออะไร และต่างจาก Google SEO อย่างไร?
YouTube SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการเพิ่มโอกาสให้วิดีโอถูกค้นพบผ่านระบบค้นหาของ YouTube โดยปรับทั้งข้อมูลประกอบคลิปและคุณภาพเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชม
แม้จะใช้หลักการคล้ายกับ SEO บนเว็บไซต์ แต่ YouTube มีลักษณะเฉพาะ เพราะผู้ชมไม่ได้ต้องการแค่อ่านคำตอบ พวกเขาต้องการเห็นการสาธิต วิธีทำ หรือผลลัพธ์จริงด้วย
- Google SEO: เน้นความเกี่ยวข้อง คุณภาพ และประโยชน์ของหน้าเว็บต่อคำค้นหา รวมถึงปัจจัยด้านเทคนิคที่ช่วยให้ Google เข้าถึงเนื้อหาได้
- YouTube SEO: เน้นความเกี่ยวข้องของวิดีโอกับคำค้นหา การมีส่วนร่วมของผู้ชม และคุณภาพของเนื้อหา
- เป้าหมายทางธุรกิจ: Google SEO ช่วยดึงคนเข้าหน้าเว็บโดยตรง ส่วน YouTube SEO ช่วยสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นก่อนนำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์
ตามคำอธิบายอย่างเป็นทางการของ YouTube Help เรื่องระบบการค้นหา ปัจจัยสำคัญของการจัดอันดับประกอบด้วย Relevance (ความเกี่ยวข้อง), Engagement (การมีส่วนร่วม) และ Quality (คุณภาพ)
ดังนั้น การใส่คีย์เวิร์ดอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากคนคลิกเข้ามาแล้วพบว่าเนื้อหาไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ โอกาสเติบโตจากการค้นหาก็อาจจำกัดตามไปด้วย
หา Keyword สำหรับ YouTube SEO อย่างไรให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย?
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเริ่มจากหัวข้อที่เจ้าของช่องอยากพูด แทนที่จะเริ่มจากปัญหาที่ลูกค้าต้องการแก้
สมมติคุณมีธุรกิจรับทำเว็บไซต์ WordPress แทนที่จะทำคลิปชื่อ “แนะนำบริการออกแบบเว็บไซต์ของเรา” ลองเปลี่ยนเป็น “สร้างเว็บไซต์ WordPress เองได้ไหม มือใหม่ต้องเริ่มตรงไหน” เพราะหัวข้อหลังตอบคำถามที่คนมีแนวโน้มค้นหาจริงมากกว่า
วิธีค้นหาคีย์เวิร์ดที่นำไปใช้ได้ทันที
- ใช้ YouTube Search Suggest: พิมพ์คำหลักในช่องค้นหาแล้วดูคำแนะนำที่ปรากฏ เช่น “WordPress วิธี…” หรือ “SEO เว็บไซต์…” โดยถือเป็นไอเดียคำค้น ไม่ใช่หลักฐานยืนยันปริมาณการค้นหา
- ศึกษาคลิปที่ติดอันดับ: ดูว่าคลิปที่ปรากฏในผลค้นหาตอบคำถามอย่างไร มีเนื้อหาส่วนไหนยังอธิบายไม่ชัด และคุณสามารถเพิ่มคุณค่าอะไรได้บ้าง
- ใช้ Google Trends: เลือกประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search เพื่อดูแนวโน้มความสนใจในหัวข้อที่ต้องการ โดยไม่ตีความค่าความนิยมสัมพัทธ์เป็นจำนวนครั้งที่ค้นหาจริง
- ใช้ YouTube Analytics: ตรวจสอบคำค้นหาที่นำผู้ชมมาสู่คลิปเดิม แล้วนำไปพัฒนาคลิปใหม่ที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงขึ้น
คุณสามารถนำแนวคิดจาก Keyword Mapping เพื่อจับคู่คีย์เวิร์ดกับเนื้อหา มาประยุกต์ใช้ โดยกำหนดให้แต่ละวิดีโอมีคำค้นหาหลักและ Search Intent หรือเจตนาในการค้นหาที่ชัดเจน
เมื่อเลือกคีย์เวิร์ดได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือทำให้คนอยากคลิก โดยไม่สร้างความคาดหวังเกินกว่าเนื้อหาจริง
ตั้งชื่อคลิป YouTube อย่างไรให้คนค้นหาเจอและอยากคลิก?
ชื่อวิดีโอเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ทั้งระบบค้นหาและผู้ชมเข้าใจว่าคลิปเกี่ยวกับอะไร ควรวางคำหลักในตำแหน่งที่อ่านเห็นได้ง่าย แต่ไม่จำเป็นต้องยัดคีย์เวิร์ดซ้ำหลายครั้ง
ลองเปรียบเทียบชื่อคลิปสองแบบนี้
- ชื่อทั่วไป: สอนทำเว็บสำหรับมือใหม่
- ชื่อที่เจาะจง: สร้างเว็บไซต์ WordPress เอง เริ่มจากศูนย์ต้องทำอะไรบ้าง?
แบบที่สองระบุเครื่องมือ กลุ่มเป้าหมาย และประโยชน์ที่จะได้รับชัดกว่า ทำให้ผู้ชมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าคลิปตรงกับสิ่งที่กำลังหาอยู่หรือไม่
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือภาพ Thumbnail หรือภาพหน้าปก เพราะแม้ชื่อจะตรงคำค้นหา แต่ถ้าปกดูไม่ชัดหรือไม่สื่อประเด็น ผู้ชมอาจเลือกคลิปอื่นแทน
Thumbnail ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?
- สื่อหัวข้อหลักได้ทันทีแม้แสดงบนหน้าจอมือถือ
- ใช้องค์ประกอบที่ชัดเจน ไม่ใส่รายละเอียดแน่นเกินไป
- เลือกภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจริง
- ใช้ข้อความสั้นเฉพาะเมื่อช่วยให้เข้าใจคลิปมากขึ้น
- หลีกเลี่ยง Clickbait ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด
ตัวอย่างเช่น คลิปสอนปรับความเร็ว WordPress อาจใช้ภาพเปรียบเทียบหน้าจอเว็บไซต์ก่อนและหลังปรับปรุง พร้อมตัวเลขผลทดสอบจริง แทนภาพตกแต่งที่ไม่บอกว่าคลิปช่วยแก้ปัญหาอะไร
เขียน Description และใช้ Chapters ให้ช่วย YouTube SEO ได้อย่างไร?
Description หรือคำอธิบายใต้คลิปเป็นพื้นที่สำหรับขยายรายละเอียดที่ชื่อคลิปบอกได้ไม่หมด คุณควรเขียนให้คนอ่านเข้าใจ ไม่ใช่นำคีย์เวิร์ดมาต่อกันเป็นประโยคยาว ๆ
โครงสร้างที่ใช้งานได้ดีสำหรับคลิปสอนทำเว็บไซต์คือ เริ่มด้วยคำอธิบายสั้น ๆ ว่าคลิปแก้ปัญหาอะไร ตามด้วยหัวข้อสำคัญ ลิงก์อ่านเพิ่มเติม และข้อมูลเกี่ยวข้องที่ผู้ชมอาจต้องใช้
Video Chapters จำเป็นไหม?
Chapters คือการแบ่งวิดีโอออกเป็นช่วงตามเวลา เพื่อให้ผู้ชมข้ามไปดูหัวข้อที่ต้องการได้ง่ายขึ้น เช่น คลิปสอน WordPress อาจแบ่งเป็นช่วงเลือกโฮสติ้ง ติดตั้งระบบ ตั้งค่าธีม และเผยแพร่เว็บไซต์
YouTube รองรับการเพิ่ม Chapters ผ่าน Timestamps ในคำอธิบาย โดยทั่วไปต้องเริ่มที่ 00:00 มีอย่างน้อย 3 ช่วงเรียงตามลำดับ และแต่ละช่วงยาวอย่างน้อย 10 วินาที ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการใช้งานฟีเจอร์ของช่อง
สำหรับคลิปที่มีหลายขั้นตอน การแบ่งช่วงเวลาไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการค้นพบเนื้อหา แต่ยังลดความยุ่งยากในการย้อนกลับมาทบทวนอีกด้วย

ทำอย่างไรให้คนดูคลิปนานขึ้นและไม่กดออกกลางทาง?
หลายคนให้ความสำคัญกับจำนวนคลิกจนลืมว่าประสบการณ์หลังคลิกก็สำคัญ YouTube ใช้ข้อมูลการมีส่วนร่วมของผู้ชมประกอบการประเมินความเหมาะสมของวิดีโอต่อคำค้นหาด้วย
ตัวชี้วัดที่ควรรู้จักคือ Audience Retention หรือสัดส่วนผู้ชมที่ยังดูวิดีโออยู่ในแต่ละช่วง หากกราฟลดลงมากในตอนต้น อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ชมไม่ได้พบสิ่งที่คาดหวังหรือคลิปเข้าสู่เนื้อหาช้าเกินไป
เทคนิคปรับคลิปให้ดูต่อได้ง่ายขึ้น
- เปิดด้วยคำตอบหรือปัญหา: บอกทันทีว่าผู้ชมจะได้อะไร ไม่ต้องใช้เวลาเกริ่นประวัติยาว ๆ
- แสดงผลลัพธ์จริง: ถ้าเป็นคลิปสอนทำเว็บ ให้โชว์หน้าจอและขั้นตอนที่ผู้ชมทำตามได้
- ตัดส่วนที่ไม่จำเป็น: ลดช่วงรอโหลดหรือการอธิบายซ้ำโดยไม่มีข้อมูลใหม่
- ใช้ภาพประกอบเมื่อเหมาะสม: การเปลี่ยนภาพตามหัวข้อช่วยให้เข้าใจง่ายกว่าการเล่าอย่างเดียว
- ส่งต่อไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: ใช้ Playlist หรือ End Screen ช่วยให้ผู้ชมเรียนรู้ต่อได้
อย่าพยายามยืดความยาววิดีโอเพียงเพราะคิดว่าคลิปยาวจะติดอันดับดีกว่า สิ่งสำคัญคือคลิปตอบโจทย์ผู้ชมได้ครบและใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
ดึงคนจาก YouTube เข้าเว็บไซต์อย่างไรให้เกิด Conversion?
นี่คือจุดที่ YouTube SEO เริ่มสร้างคุณค่าทางธุรกิจ เพราะผู้ชมจำนวนมากอาจดูวิดีโอแล้วจบไปโดยไม่รู้ว่าคุณมีเว็บไซต์หรือบริการอะไรต่อยอดได้บ้าง
วิธีแก้คือสร้างเส้นทางจากวิดีโอไปยังหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ใช่แปะลิงก์หน้าแรกของเว็บไว้กับทุกคลิปแล้วหวังให้ผู้ชมค้นหาข้อมูลเอง
สร้างเส้นทางจากคลิปไปสู่เว็บไซต์แบบมีเป้าหมาย
สมมติคุณทำคลิป “วิธีเลือกโฮสติ้ง WordPress” และมีบทความเปรียบเทียบรายละเอียดอยู่บนเว็บไซต์ คุณอาจพูดช่วงท้ายว่า “ถ้าต้องการดูตารางเปรียบเทียบสเปก สามารถเปิดอ่านเพิ่มเติมจากลิงก์ในคำอธิบายได้”
วิธีนี้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมผู้ชมควรออกจาก YouTube ไปอ่านต่อ โดยไม่ต้องใช้คำกระตุ้นยอดขายเกินจริง
- คลิปสอน: ส่งไปยังบทความ คู่มือ หรือไฟล์เช็กลิสต์ที่ช่วยทำตามได้ง่ายขึ้น
- คลิปรีวิว: ส่งไปยังหน้ารายละเอียดสินค้า ตารางเปรียบเทียบ หรือข้อมูลที่ตรวจสอบเพิ่มเติมได้
- คลิปให้ความรู้: ส่งไปยังบทความเชิงลึกหรือหน้าเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
- คลิปแนะนำบริการ: ส่งไปยัง Landing Page ที่อธิบายบริการ ผลงานจริง และช่องทางติดต่อ
การวางเส้นทางเช่นนี้สอดคล้องกับหลัก Customer Journey หรือเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า เพราะคนที่เพิ่งรู้จักธุรกิจกับคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อย่อมต้องการข้อมูลต่างกัน
ข้อควรรู้: ลิงก์ภายนอกในคำอธิบายของวิดีโอแบบยาวสามารถคลิกได้เมื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ YouTube และช่องมีสิทธิ์ใช้ฟีเจอร์ที่จำเป็น ส่วน URL ที่พิมพ์ในคำอธิบาย Shorts ไม่สามารถคลิกได้โดยตรง จึงควรวางแผนช่องทางนำผู้ชมต่อให้เหมาะกับแต่ละรูปแบบ
ฝังวิดีโอ YouTube ลง WordPress ช่วย SEO เว็บไซต์หรือไม่?
การฝังคลิป YouTube ลงในบทความ WordPress ช่วยให้ผู้อ่านมีทางเลือกรับข้อมูลทั้งแบบข้อความและวิดีโอ โดยเฉพาะบทความที่ต้องสาธิตขั้นตอน เช่น การตั้งค่าเว็บไซต์หรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิค
อย่างไรก็ตาม การฝังวิดีโอไม่ได้ทำให้อันดับ Google สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ หน้าเว็บยังต้องมีเนื้อหาที่มีประโยชน์ โหลดได้เหมาะสม และตอบคำค้นหาของผู้ใช้
แนวทางที่ควรทำคือเขียนบทความอธิบายขั้นตอนอย่างครบถ้วน แล้วฝังวิดีโอไว้ในตำแหน่งที่ผู้อ่านต้องการดูตัวอย่างจริง สำหรับ WordPress สามารถใช้บล็อก YouTube หรือ Embed เพื่อใส่ URL ของคลิปได้
หากคุณต้องการให้หน้าเว็บมีสิทธิ์ปรากฏในฟีเจอร์ผลการค้นหาวิดีโอโดยเฉพาะ Google แนะนำให้มีหน้า Watch Page ที่วิดีโอเป็นเนื้อหาหลัก พร้อมข้อมูลและภาพ Thumbnail ที่เข้าถึงได้ ซึ่งอธิบายไว้ใน Google Search Central: Video SEO Best Practices
ส่วนบทความทั่วไปที่ฝังคลิปเพื่อเสริมเนื้อหาอาจยังปรากฏเป็นผลการค้นหาเว็บปกติได้ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับฟีเจอร์วิดีโอเหมือนหน้า Watch Page ทุกกรณี
วัดผล YouTube SEO อย่างไรให้รู้ว่าช่วยเพิ่มลูกค้าจริง?
การดูยอดวิวอย่างเดียวอาจทำให้คุณเข้าใจผลลัพธ์ผิด คลิปที่มีผู้ชมจำนวนมากอาจสร้างยอดขายน้อยกว่าคลิปเฉพาะทางที่มีผู้ชมตั้งใจหาคำตอบก่อนตัดสินใจซื้อ
จึงควรแบ่งการวัดผลออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ประสิทธิภาพบน YouTube และพฤติกรรมของผู้ชมหลังเข้าเว็บไซต์
ตัวชี้วัดสำคัญบน YouTube
- YouTube Search Traffic: จำนวนการเข้าชมที่มาจากระบบค้นหาของ YouTube
- Impressions CTR: อัตราการคลิกดูวิดีโอจากจำนวนครั้งที่ระบบนับการแสดงภาพหน้าปกตามเกณฑ์ของ YouTube
- Average View Duration: ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ชมรับชม
- Audience Retention: วิเคราะห์ช่วงที่ผู้ชมยังดูต่อหรือเริ่มออกจากวิดีโอ
ตัวชี้วัดสำคัญบนเว็บไซต์
ให้ใช้ Google Analytics 4 ติดตาม Sessions ที่มาจาก YouTube รวมถึง Key Events เช่น การส่งแบบฟอร์ม การสมัครสมาชิก หรือการสั่งซื้อ โดยเลือกเหตุการณ์ที่สะท้อนเป้าหมายธุรกิจของคุณจริง ๆ
เพื่อแยกแหล่งที่มาของทราฟฟิกให้ชัดเจน สามารถเพิ่ม UTM Parameters ลงในลิงก์ เช่น utm_source=youtube, utm_medium=video และ utm_campaign=wordpress_guide แล้วตรวจสอบผลในรายงาน Acquisition ของ GA4
อย่าลืมว่าคนหนึ่งอาจดูคลิปวันนี้ แต่กลับมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางอื่นในภายหลัง การอ่านรายงานจึงควรพิจารณารูปแบบ Attribution หรือวิธีให้เครดิตแต่ละช่องทางประกอบด้วย
ข้อผิดพลาดของ YouTube SEO ที่ควรหลีกเลี่ยง
ก่อนเริ่มทำคลิปจำนวนมาก ลองตรวจสอบว่าคุณกำลังเสียเวลากับสิ่งเหล่านี้หรือไม่
- ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป: ทำให้ชื่อและคำอธิบายอ่านไม่เป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้รับประกันอันดับที่ดีขึ้น
- ทำ Thumbnail ไม่ตรงเนื้อหา: อาจเพิ่มความคาดหวังผิดและทำให้ผู้ชมออกจากคลิปเร็ว
- เน้น Tags มากกว่าคุณภาพ: Tags มีบทบาทช่วยอธิบายคำหรือรูปแบบการสะกด แต่ไม่ควรเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์
- ไม่มีหน้าเว็บไซต์รองรับ: แม้มีผู้ชมสนใจ แต่หากหน้า Landing Page ไม่ตอบโจทย์ก็อาจเสียโอกาสสร้างลูกค้า
- ไม่กลับมาวิเคราะห์ข้อมูล: ทำคลิปใหม่อย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ว่าหัวข้อไหนตอบโจทย์ผู้ชมจริง
หากเว็บไซต์มีบทความอยู่แล้ว ลองใช้หลัก การวิเคราะห์คำค้นหาด้วย Regex ใน Google Search Console เพื่อจัดกลุ่มคำถามที่นำคนเข้าเว็บไซต์ แล้วคัดเลือกหัวข้อที่เหมาะจะทำเป็นวิดีโอสาธิตเพิ่มเติม วิธีนี้ช่วยเชื่อมกลยุทธ์ SEO ของเว็บกับช่อง YouTube ได้อย่างมีทิศทาง
เริ่มทำ YouTube SEO ให้เห็นผลทางธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง?
คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการผลิตคลิปจำนวนมาก ลองเลือกหัวข้อที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดมาทำเป็นวิดีโอที่ให้คำตอบครบถ้วนก่อน จากนั้นสร้างบทความหรือหน้า Landing Page รองรับ พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกัน
เมื่อเผยแพร่แล้ว ให้ตรวจสอบว่าผู้ชมเข้ามาจากคำค้นหาอะไร ดูคลิปได้นานแค่ไหน และมีจำนวนเท่าไรที่เข้าสู่เว็บไซต์ จากนั้นใช้ข้อมูลจริงปรับชื่อคลิป ภาพปก เนื้อหา และคำกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA)
เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คลิปติดอันดับ แต่คือการทำให้คนที่ใช่ค้นพบธุรกิจของคุณ ได้รับประโยชน์ และมีเหตุผลที่จะก้าวต่อจากผู้ชมไปเป็นลูกค้า เริ่มจากคลิปเดียวที่ตอบปัญหาได้ชัดเจน แล้วใช้ผลลัพธ์ของมันเป็นพื้นฐานสำหรับคลิปถัดไป
คำถามที่พบบ่อย
1. YouTube SEO ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าคลิปจะติดค้นหา?
ไม่มีระยะเวลาตายตัว บางคลิปอาจเริ่มได้รับทราฟฟิกจากการค้นหาไม่นานหลังเผยแพร่ ขณะที่บางคลิปต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลการรับชมและการแข่งขันกับเนื้อหาอื่น ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวข้องของคลิป คุณภาพเนื้อหา ความสนใจของผู้ชม และคู่แข่งในคำค้นหานั้น ควรติดตามผลผ่าน YouTube Analytics ต่อเนื่องแทนการกำหนดวันรับประกันอันดับ
2. YouTube SEO ต้องใส่ Tags เยอะ ๆ เพื่อให้ติดอันดับไหม?
ไม่จำเป็น Tags ช่วยให้ YouTube เข้าใจคำหรือการสะกดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคำที่มักเขียนผิด แต่ไม่ได้มีความสำคัญมากกว่าชื่อคลิป ภาพปก คำอธิบาย และเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของผู้ชม ควรใช้ Tags เท่าที่เกี่ยวข้องจริงและหลีกเลี่ยงการใส่คำที่ไม่ตรงประเด็น
3. ทำ YouTube SEO แล้วช่วยเพิ่มอันดับ Google ของเว็บไซต์ได้หรือไม่?
YouTube SEO ไม่ได้เพิ่มอันดับเว็บไซต์ใน Google โดยตรงเพียงเพราะมีคลิปหรือฝังวิดีโอไว้ แต่สามารถช่วยสร้างช่องทางให้คนรู้จักแบรนด์และเข้ามาอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้ หน้าที่มีวิดีโอเป็นเนื้อหาหลักและผ่านข้อกำหนดของ Google อาจมีสิทธิ์ปรากฏในผลการค้นหาวิดีโอ การทำ SEO ทั้งสองช่องทางร่วมกันจึงช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้ โดยไม่รับประกันอันดับหรือยอดขาย
